วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557
คาเฟอีนในกาแฟ คืออะไร
คาเฟอีน คืออะไร? : คาเฟอีน (caffeine) เป็นสารประกอบที่พบได้มากในเมล็ดกาแฟ โดยคาเฟอีนบริสุทธิ์นั้นจะมีลักษณะเป็นผลึกรูปเข็ม มีรสขม และไม่มีกลิ่น ปริมาณของคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป โดยกาแฟโรบัสต้าจะมีปริมาณคาเฟอีนสูงกว่ากาแฟอาราบิก้า[7]
ปริมาณของคาเฟอีนที่ส่งผลต่อร่างกายและอารมณ์ : คาเฟอีนในขนาดต่ำ (50-200 มิลลิกรัม) จะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ไม่ง่วงนอน กระปรี้กระเปร่า สดชื่น, ส่วนคาเฟอีนในขนาดปานกลาง (200-500 มิลลิกรัม) อาจทำให้ปวดศีรษะ เครียด กระวนกระวาย มือสั่น นอนไม่หลับ, และคาเฟอีนในขนาดสูง (1,000 มิลลิกรัม) จะเริ่มทำให้มีอาการกระสับกระส่ายอยู่นิ่งไม่ได้ หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะบ่อย เบื่ออาหาร และมีอาการคลื่นไส้ บางข้อมูลระบุว่าอาจมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ทำให้งุนงงสับสน ความคิดและคำพูดติดขัด หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ บางรายอาจมีอาการแสงวูบวาบลวงตาและได้ยินเสียงดังในหู แต่ถ้าหากได้รับคาเฟอีนมากกว่า 10,000 มิลลิกรัม จะทำให้เกิดโรคลมชัก ระบบหายใจล้มเหลม และเสียชีวิตในที่สด[7],[8]
ฤทธิ์ของคาเฟอีน : คาเฟอีนในกาแฟสามารถถูกดูดซึมได้หมดและรวดเร็วในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนท้องว่างจะยิ่งดูดซึมเร็วขึ้น ภายหลังการดื่มกาแฟประมาณ 30-60 นาที ความเข้มข้นของคาเฟอีนในเลือดจะขึ้นสู่ระดับสูงสุด และหลังจากคาเฟอีนถูกดูดซึมก็จะกระจายตัวไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงมาก เช่น สมอง หัวใจ ตับ และไต นอกจากนี้คาเฟอีนยังสามารถกระจายไปสู่รกและน้ำนมได้บ้างประมาณ 0.06% ส่วนการขับคาเฟอีนออกจากร่างกายก็จะแตกต่างกันออกในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับอายุและสภาพร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ใหญ่จะเวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง ในการจับคาเฟอีนปริมาณครึ่งหนึ่งที่ได้รับออกจากร่างกาย[7]
กาแฟเป็นสารเสพติดหรือไม่? : การดื่มกาแฟเป็นความชินมากกว่า สิ่งที่จะเรียกว่าติดได้ คือ จะต้องได้รับเป็นประจำและปริมาณต้องเพิ่มขึ้น แต่กาแฟไม่ได้ทำให้มีความต้องการเพิ่มขึ้น ส่วนในกรณีของสารเสพติดนั้นหากไม่ได้รับจะมีอาการลงแดงหรือทนไม่ไหว แต่การดื่มกาแฟจะไม่ให้ผลอย่างนั้น การดื่มการกาแฟจึงไม่ใช่การติด แต่เป็นนิสัยมากกว่า อีกทั้งสารเสพติดจำพวกแอมเฟตามีน มอร์ฟีน นิโคติน จะมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการหลั่งของสารโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับอาการเสพติด แต่คาเฟอีนจะไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น[7]
ปริมาณคาเฟอีนที่ปลอดภัย : สภาพร่างกายของแต่ละคนมีความไวต่อปริมาณคาเฟอีนที่แตกต่างกัน บางคนดื่มกาแฟ 1 ถ้วยก็อาจทำให้มีอาการใจสั่น นอนไม่หลับได้ แต่อาจจะไม่มีผลกับอีกคนหนึ่งที่มีความทนทานมากกว่า อย่างไรก็ตามองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาก็ได้กำหนดปริมาณคาเฟอีนที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ นั่นก็คือไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบได้กับการดื่มกาแฟไม่เกิน 3 ถ้วยต่อวัน[7]
คาเฟอีนก็ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้เช่นกัน : จากการสำรวจพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรงจากการดื่มกาแฟ พบว่าแทบทุกคนดื่มกาแฟวันละ 10 กว่าถ้วย โดยผู้ป่วยเหล่านี้คิดว่าการดื่มกาแฟหลายถ้วยจะทำให้มีแรงทำงาน แต่ในความเป็นจริงแล้วยิ่งดื่มกาแฟมากเท่าไหร่ คาเฟอีนในร่างกายก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการดึงพลังงานออกจากตัวมากเท่านั้น เมื่อยิ่งดื่มจึงยิ่งอ่อนเพลีย เมื่อเพลียก็ยิ่งดื่มมากขึ้น หมุนเวียนเป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไป และเพื่อเป็นการแก้อาการอ่อนเพลีย ควรงดดื่มกาแฟโดยเด็ดขาดเป็นเวลา 2-3 เดือน และหากทำได้อย่างเคร่งครัดอาการอ่อนเพลียก็จะหายไป[8]
อันตรายของคาเฟอีน : คาเฟอีนเปรียบเสมือนยาพิษถ้าหากได้รับมากเกินไป การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณเข้มข้นและในปริมาณมาก อาจทำให้ร่างกายอาเจียน หมดสติ และอาจถึงขึ้นเสียชีวิตได้[10]
ประโยชน์ของกาแฟ
ประโยชน์ของกาแฟ
เมล็ดกาแฟถูกนำมาผลิตจนเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายไปทั่วโลก ในประเทศไทยมีการผลิตกาแฟอาราบิก้าและกาแฟโรบัสต้าได้มากพอ ทำให้บางปีก็มีการส่งออกไปขายยังต่างประเทศด้วย แต่ยังต้องมีการนำเข้ากาแฟคุณภาพดีเข้ามาผสม เพื่อใช้ผลิตเป็นผงกาแฟสำเร็จรูปสำหรับการบริโภคในประเทศเช่นกัน
[1]
กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นตัวช่วยต้านสารพิษที่เกิดจากภายในและภายนอกร่างกาย[11]
ช่วยขับไล่ความแก่ชรา แม้ว่าร่างกายจะต้องการออกซิเจนมากก็จริง แต่ถ้ามีออกซิเจนมากเกินไปก็อาจทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งสูงและทำให้แก่ชราเร็ว โดยเฉพาะในกาแฟที่เข้มข้นจะทำให้ออกไซด์แตกตัวและลดการเกิดมะเร็งได้[3]
ปริมาณที่เหมาะสมของคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟสามารถช่วยกระตุ้นให้สมองเกิดการตื่นตัว ช่วยเร่งความเร็วในกระประมวลผลข้อมูลในสมอง จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานที่ต้องใช้สมาธิ ใช้เหตุผลและความจำ ส่วนกลิ่นหอมของกาแฟก็ช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็ว มีสมาธิ และมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้นได้เช่นกัน (เนื่องจากกลิ่นของกาแฟสามารถทำให้เลือดไหลเวียนในสมองเพิ่มขึ้นได้)[3] ซึ่งจากงานวิจัยจากภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือ ที่ได้พบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว จะสามารถช่วยพัฒนาความจำและปฏิกิริยาการโต้ตอบที่ดีขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าผู้หญิงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เมื่อดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 3 แก้ว จะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มหรือดื่มกาแฟน้อยกว่านี้[6]
ช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการออกกำลังกาย มีการสันนิษฐานกันว่าคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งของสารสื่อประสาทเคทีโคลามีน ซึ่งจะไปกระตุ้นการสลายไขมันในเนื้อเยื่อให้เกิดเป็นหลังงาน คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปของไกลโคเจนจึงยังเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สะสมในกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายมีความทนทานต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้แรงได้มากขึ้น[7]
ในด้านของของโภชนาการ การดื่มกาแฟจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับของเหลวเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน อีกทั้งในเนื้อกาแฟยังมีไนอะซินซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้การดื่มกาแฟยังช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายได้อีกด้วย[3],[5]
สารประกอบที่มีชื่อว่า Trigonelline เป็นสารที่ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอมและมีรสขม สารชนิดนี้มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันแบคทีเรียและการก่อตัวของแบคทีเรีย จึงมีผลช่วยป้องกันฟันผุได้[11]
จากการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี กับผู้หญิงจำนวน 86,000 คน พบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว จะสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายในเพศหญิงได้ถึง 60%[11]
นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน เยเซอร์ ดอร์รี ได้เสนอว่า กลิ่นของกาแฟสามารถช่วยลดอาการอยากอาหารและช่วยฟื้นฟูประสาทรับกลิ่นได้ และทฤษฎีดังกล่าวยังสามารถใช้ได้กับสัตว์ทดลองอีกด้วย[10]
ส่วนประโยชน์ในด้านอื่นๆ ของกาแฟ ยังพบว่าคุณประโยชน์บางอย่างอาจส่งผลต่อเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น เช่น กาแฟได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยการฆ่าตัวตายในเพศหญิงได้ และช่วยป้องกันนิ่วและโรคถุงน้ำดีในผู้ชาย และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวานได้ทั้งสองเพศ โดยจะลดประมาณ 30% ในเพศหญิง แต่จะลดมากกว่า 50% ในเพศชาย เป็นต้น และการดื่มกาแฟดูเหมือนว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดขนาดของหน้าอก[10] ช่วยลดความรู้สึกหนาวได้เนื่องจากมีคาเฟอีน
เมล็ดกาแฟ สามารถช่วยทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นได้ วิธีการก็คือเอาเมล็ดกาแฟมาอมไว้ชั่วครู่ ลมหายใจของคุณก็จะมีกลิ่นสะอาดและสดชื่นอีกครั้ง[10]
ช่วยกำจัดกลิ่นอาหาร ถ้ามือของคุณมีกลิ่นปลา กลิ่นกระเทียม หรือกลิ่นอาหารแรงๆ เมล็ดกาแฟเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ วิธีก็คือให้เทเมล็ดกาแฟลงบนมือแล้วถือเข้าด้วยกันสักครู่ แล้วน้ำมันจากเมล็ดกาแฟจะช่วยดูดซับกลิ่นออกไป หลังจากนั้นก็ให้ล้างมือด้วยน้ำอุ่นและสบู่ให้สะอาดอีกครั้ง[10]
ปัจจุบันมีการนำเมล็ดกาแฟที่เก็บได้จากผลสุกแล้วเอาเนื้อออกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟพร้อมดื่ม ผสมในขนมอบ ไอศกรีม ลูกกวาด ทอฟฟี่ หรือนำมาสกัดเอาคาเฟอีน เพื่อใช้ผสมในยาและเครื่องดื่มต่างๆ
เมล็ดกาแฟถูกนำมาผลิตจนเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายไปทั่วโลก ในประเทศไทยมีการผลิตกาแฟอาราบิก้าและกาแฟโรบัสต้าได้มากพอ ทำให้บางปีก็มีการส่งออกไปขายยังต่างประเทศด้วย แต่ยังต้องมีการนำเข้ากาแฟคุณภาพดีเข้ามาผสม เพื่อใช้ผลิตเป็นผงกาแฟสำเร็จรูปสำหรับการบริโภคในประเทศเช่นกัน
[1]
กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นตัวช่วยต้านสารพิษที่เกิดจากภายในและภายนอกร่างกาย[11]
ช่วยขับไล่ความแก่ชรา แม้ว่าร่างกายจะต้องการออกซิเจนมากก็จริง แต่ถ้ามีออกซิเจนมากเกินไปก็อาจทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งสูงและทำให้แก่ชราเร็ว โดยเฉพาะในกาแฟที่เข้มข้นจะทำให้ออกไซด์แตกตัวและลดการเกิดมะเร็งได้[3]
ปริมาณที่เหมาะสมของคาเฟอีนที่มีอยู่ในกาแฟสามารถช่วยกระตุ้นให้สมองเกิดการตื่นตัว ช่วยเร่งความเร็วในกระประมวลผลข้อมูลในสมอง จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานที่ต้องใช้สมาธิ ใช้เหตุผลและความจำ ส่วนกลิ่นหอมของกาแฟก็ช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็ว มีสมาธิ และมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้นได้เช่นกัน (เนื่องจากกลิ่นของกาแฟสามารถทำให้เลือดไหลเวียนในสมองเพิ่มขึ้นได้)[3] ซึ่งจากงานวิจัยจากภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือ ที่ได้พบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว จะสามารถช่วยพัฒนาความจำและปฏิกิริยาการโต้ตอบที่ดีขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าผู้หญิงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เมื่อดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 3 แก้ว จะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มหรือดื่มกาแฟน้อยกว่านี้[6]
ช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการออกกำลังกาย มีการสันนิษฐานกันว่าคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งของสารสื่อประสาทเคทีโคลามีน ซึ่งจะไปกระตุ้นการสลายไขมันในเนื้อเยื่อให้เกิดเป็นหลังงาน คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปของไกลโคเจนจึงยังเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สะสมในกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายมีความทนทานต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้แรงได้มากขึ้น[7]
ในด้านของของโภชนาการ การดื่มกาแฟจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับของเหลวเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน อีกทั้งในเนื้อกาแฟยังมีไนอะซินซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้การดื่มกาแฟยังช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายได้อีกด้วย[3],[5]
สารประกอบที่มีชื่อว่า Trigonelline เป็นสารที่ทำให้กาแฟมีกลิ่นหอมและมีรสขม สารชนิดนี้มีประสิทธิภาพช่วยป้องกันแบคทีเรียและการก่อตัวของแบคทีเรีย จึงมีผลช่วยป้องกันฟันผุได้[11]
จากการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี กับผู้หญิงจำนวน 86,000 คน พบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว จะสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการฆ่าตัวตายในเพศหญิงได้ถึง 60%[11]
นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน เยเซอร์ ดอร์รี ได้เสนอว่า กลิ่นของกาแฟสามารถช่วยลดอาการอยากอาหารและช่วยฟื้นฟูประสาทรับกลิ่นได้ และทฤษฎีดังกล่าวยังสามารถใช้ได้กับสัตว์ทดลองอีกด้วย[10]
ส่วนประโยชน์ในด้านอื่นๆ ของกาแฟ ยังพบว่าคุณประโยชน์บางอย่างอาจส่งผลต่อเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น เช่น กาแฟได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยการฆ่าตัวตายในเพศหญิงได้ และช่วยป้องกันนิ่วและโรคถุงน้ำดีในผู้ชาย และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวานได้ทั้งสองเพศ โดยจะลดประมาณ 30% ในเพศหญิง แต่จะลดมากกว่า 50% ในเพศชาย เป็นต้น และการดื่มกาแฟดูเหมือนว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดขนาดของหน้าอก[10] ช่วยลดความรู้สึกหนาวได้เนื่องจากมีคาเฟอีน
เมล็ดกาแฟ สามารถช่วยทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นได้ วิธีการก็คือเอาเมล็ดกาแฟมาอมไว้ชั่วครู่ ลมหายใจของคุณก็จะมีกลิ่นสะอาดและสดชื่นอีกครั้ง[10]
ช่วยกำจัดกลิ่นอาหาร ถ้ามือของคุณมีกลิ่นปลา กลิ่นกระเทียม หรือกลิ่นอาหารแรงๆ เมล็ดกาแฟเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ วิธีก็คือให้เทเมล็ดกาแฟลงบนมือแล้วถือเข้าด้วยกันสักครู่ แล้วน้ำมันจากเมล็ดกาแฟจะช่วยดูดซับกลิ่นออกไป หลังจากนั้นก็ให้ล้างมือด้วยน้ำอุ่นและสบู่ให้สะอาดอีกครั้ง[10]
ปัจจุบันมีการนำเมล็ดกาแฟที่เก็บได้จากผลสุกแล้วเอาเนื้อออกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟพร้อมดื่ม ผสมในขนมอบ ไอศกรีม ลูกกวาด ทอฟฟี่ หรือนำมาสกัดเอาคาเฟอีน เพื่อใช้ผสมในยาและเครื่องดื่มต่างๆ
วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557
ประวัติความเป็นมาของกาแฟ
ประวัติความเป็นมาของกาแฟในปัจจุบัน กาแฟถือเป็นธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากธุรกิจน้ำมัน แต่กว่าที่จะพัฒนาและเป็นที่นิยม
ไปทั่วโลกนั้น มีใครพอจะรู้บ้างว่าจุดเริ่มต้นและความเป็นมาของกาแฟนั้นเป็นอย่างไรจริงๆแล้ว ในอดีตเชื่อกันว่า กาแฟนั้นถูกค้นพบครั้งแรกโดยเด็กเลี้ยงแพะชาวอาบิสซีเนีย ที่ชื่อว่า คาลดี(Caldi)
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 จากการสังเกตพบว่าแพะที่ตนเองเลี้ยงดูกระปรี้กระเปร่าขึ้น เมื่อกินผลไม้ชนิดหนึ่งจากเอธิโอเปีย ซึ่งก็คือเมล็ดกาแฟนั่นเอง
จากนั้นไม่นาน กาแฟก็ได้แพร่หลายไปยังประเทศอิยิปต์และเยเมนในช่วงคริสต์ศตวรรษ 15 กาแฟก็ได้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วตะวันออกกลางรวมทั้ง
เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ ส่วนร้านกาแฟแห่งแรก ถูกกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรปที่ประเทศอิตาลี ในส่วนของกาแฟในประเทศไทยนั้น มีจุดเริ่มต้นจากคนไทยผู้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามคนหนึ่ง ชื่อว่านายดีหมุน ได้มีโอกาสไปแสวงบุญณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย และได้นำเมล็ดพันธุ์กาแฟมาเพาะปลูกที่บ้าน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ในปีพ.ศ.2447 ซึ่งเป็นสายพันธุ์โรบัสต้า สำหรับสายพันธุ์กาแฟนั้น ทั่วโลกมีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันเราบริโภคกันอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือ สายพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า ซึ่งกาแฟทั้งสองสายพันธุ์นี้ มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องรสชาติและการปลูกเนื่องมา จากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆอีกมากมายในการเพาะปลูก จึงทำให้รสชาติของกาแฟนั้นมีความหลาก หลายและสามารถเลือกบริโภคได้อย่างมากมาย ซึ่งสายพันธุ์อาราบิก้านั้นมีผลผลิตเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 75-80% ของการปลูกกาแฟทั่วโลกในปัจจุบัน ประเทศที่นับเป็นแหล่งผลิตกาแฟมากที่สุดในโลกนั่นก็คือประเทศบราซิล รองมาจากนั้นก็คือประเทศเวียดนามในเอเชียเรานั่นเอง ส่วนสถิติในการบริโภคกาแฟติดอันดับโลกโดยภาพรวม ก็คงไม่พ้นชนชาติอเมริกันซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีสถิติในการดื่มกาแฟมากที่สุดในโลก แต่ตามผลสำรวจที่ปริมาณการดื่มต่อวันในแต่ละคน ต้องยกให้ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ที่การบริโภคประมาณ 11-12 แก้วต่อวันต่อคนเลยทีเดียว รสชาติกาแฟถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้บริโภคคำนึงถึงเป็นอันดับแรกๆ เพราะแต่ละสไตล์การดื่มกาแฟของแต่ละคนนั้นต่างกัน ทำให้แต่ละร้านกาแฟต้องคิดถึงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านตัวเอง ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าในแต่ละร้านเลือกใช้กาแฟสายพันธุ์อะไรมาเป็นองค์ประกอบ โดยเชิงพาณิชย์กาแฟที่นิยมบริโภคกันก็คือ สายพันธุ์อราบิก้า และสายพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งกาแฟ 2 สายพันธุ์นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันหลายอย่าง ทั้งในเรื่องรสชาติ, ความหอม และปริมาณสารคาเฟอีน เรามารู้จักกาแฟ 2 สายพันธุ์นี้แบบง่ายด้วยตารางเปรียบเทียบ ดังตารางด้านล่างนี้ครับ
กาแฟสายพันธุ์อราบิก้านั้นถูกพบขึ้นที่ประเทศเอธิโอเปีย นิยมปลูกกันมากในระดับสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 600-2000 เมตรในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ในแอฟริกาและเอเชีย ลักษณะเม็ดกาแฟจะทรงรีๆ ยาวๆ ส่วนในสายพันธุ์โรบัสต้านั้น นิยมปลูกกันในประเทศแทบแอฟริกาและเอเชีย(โดยเฉพาะอินเดียและอินโดนีเซีย) ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร โดยสังเกตได้ด้วยตาเปล่าแล้วจะเห็นว่าสายพันธุ์โรบัสต้า มีลักษณะกลมๆ ป้อมๆ และที่สำคัญสายพันธุ์โรบัสต้านั้นจะมีปริมาณสารคาเฟอีนที่มากกว่าสายพันธุ์อราบิก้า แต่ละร้านกาแฟก็จะมีวิธีในการสร้างรสชาติกาแฟที่ไม่เหมือนกันเพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของร้าน บางร้านก็จะนำกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าในสัดส่วน 100% มาชงแต่บ้างร้านก็จะนำเอากาแฟทั้ง 2 สายพันธุ์มาผสมกัน ในสัดส่วนที่ต่างกันไป ก็จะทำให้เกิดความหลากหลายของรสชาติกาแฟซึ่งเราเรียกกันว่าการ Blend กาแฟนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเราได้คุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ดีมาแล้ว ในลำดับต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับเทคนิคในการคั่วกาแฟว่าจะให้รสชาติหรือที่เรียกกันว่าคาแร็คเตอร์ (Character) ของกาแฟว่าจะให้ออกมาเป็นแบบใด
ไปทั่วโลกนั้น มีใครพอจะรู้บ้างว่าจุดเริ่มต้นและความเป็นมาของกาแฟนั้นเป็นอย่างไรจริงๆแล้ว ในอดีตเชื่อกันว่า กาแฟนั้นถูกค้นพบครั้งแรกโดยเด็กเลี้ยงแพะชาวอาบิสซีเนีย ที่ชื่อว่า คาลดี(Caldi)
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 จากการสังเกตพบว่าแพะที่ตนเองเลี้ยงดูกระปรี้กระเปร่าขึ้น เมื่อกินผลไม้ชนิดหนึ่งจากเอธิโอเปีย ซึ่งก็คือเมล็ดกาแฟนั่นเอง
จากนั้นไม่นาน กาแฟก็ได้แพร่หลายไปยังประเทศอิยิปต์และเยเมนในช่วงคริสต์ศตวรรษ 15 กาแฟก็ได้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วตะวันออกกลางรวมทั้ง
เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ ส่วนร้านกาแฟแห่งแรก ถูกกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรปที่ประเทศอิตาลี ในส่วนของกาแฟในประเทศไทยนั้น มีจุดเริ่มต้นจากคนไทยผู้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามคนหนึ่ง ชื่อว่านายดีหมุน ได้มีโอกาสไปแสวงบุญณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย และได้นำเมล็ดพันธุ์กาแฟมาเพาะปลูกที่บ้าน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ในปีพ.ศ.2447 ซึ่งเป็นสายพันธุ์โรบัสต้า สำหรับสายพันธุ์กาแฟนั้น ทั่วโลกมีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันเราบริโภคกันอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือ สายพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า ซึ่งกาแฟทั้งสองสายพันธุ์นี้ มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องรสชาติและการปลูกเนื่องมา จากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆอีกมากมายในการเพาะปลูก จึงทำให้รสชาติของกาแฟนั้นมีความหลาก หลายและสามารถเลือกบริโภคได้อย่างมากมาย ซึ่งสายพันธุ์อาราบิก้านั้นมีผลผลิตเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 75-80% ของการปลูกกาแฟทั่วโลกในปัจจุบัน ประเทศที่นับเป็นแหล่งผลิตกาแฟมากที่สุดในโลกนั่นก็คือประเทศบราซิล รองมาจากนั้นก็คือประเทศเวียดนามในเอเชียเรานั่นเอง ส่วนสถิติในการบริโภคกาแฟติดอันดับโลกโดยภาพรวม ก็คงไม่พ้นชนชาติอเมริกันซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีสถิติในการดื่มกาแฟมากที่สุดในโลก แต่ตามผลสำรวจที่ปริมาณการดื่มต่อวันในแต่ละคน ต้องยกให้ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ที่การบริโภคประมาณ 11-12 แก้วต่อวันต่อคนเลยทีเดียว รสชาติกาแฟถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้บริโภคคำนึงถึงเป็นอันดับแรกๆ เพราะแต่ละสไตล์การดื่มกาแฟของแต่ละคนนั้นต่างกัน ทำให้แต่ละร้านกาแฟต้องคิดถึงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านตัวเอง ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าในแต่ละร้านเลือกใช้กาแฟสายพันธุ์อะไรมาเป็นองค์ประกอบ โดยเชิงพาณิชย์กาแฟที่นิยมบริโภคกันก็คือ สายพันธุ์อราบิก้า และสายพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งกาแฟ 2 สายพันธุ์นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันหลายอย่าง ทั้งในเรื่องรสชาติ, ความหอม และปริมาณสารคาเฟอีน เรามารู้จักกาแฟ 2 สายพันธุ์นี้แบบง่ายด้วยตารางเปรียบเทียบ ดังตารางด้านล่างนี้ครับ
| อราบิก้า (Arabica) | โรบัสต้า (Robusta) | |
| ลักษณะของเมล็ด | ยาวๆ รีๆ | กลมๆ ป้อมๆ |
| กลิ่นหอม | หอมนุ่ม | เข้ม |
| ความเป็นกรดผลไม้ (Acidity) | มีความเป็นกรดสูง ทำให้มีรสติดเปรี้ยว | ไม่มี |
| รสชาติ | หวาน ละมุนลิ้น | เข้ม มีความเป็นกาแฟสูงมาก |
| ปริมาณคาเฟอีน | น้อยกว่าโรบัสต้า | ค่อนข้างมาก |
กาแฟสายพันธุ์อราบิก้านั้นถูกพบขึ้นที่ประเทศเอธิโอเปีย นิยมปลูกกันมากในระดับสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 600-2000 เมตรในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ในแอฟริกาและเอเชีย ลักษณะเม็ดกาแฟจะทรงรีๆ ยาวๆ ส่วนในสายพันธุ์โรบัสต้านั้น นิยมปลูกกันในประเทศแทบแอฟริกาและเอเชีย(โดยเฉพาะอินเดียและอินโดนีเซีย) ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร โดยสังเกตได้ด้วยตาเปล่าแล้วจะเห็นว่าสายพันธุ์โรบัสต้า มีลักษณะกลมๆ ป้อมๆ และที่สำคัญสายพันธุ์โรบัสต้านั้นจะมีปริมาณสารคาเฟอีนที่มากกว่าสายพันธุ์อราบิก้า แต่ละร้านกาแฟก็จะมีวิธีในการสร้างรสชาติกาแฟที่ไม่เหมือนกันเพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของร้าน บางร้านก็จะนำกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าในสัดส่วน 100% มาชงแต่บ้างร้านก็จะนำเอากาแฟทั้ง 2 สายพันธุ์มาผสมกัน ในสัดส่วนที่ต่างกันไป ก็จะทำให้เกิดความหลากหลายของรสชาติกาแฟซึ่งเราเรียกกันว่าการ Blend กาแฟนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเราได้คุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ดีมาแล้ว ในลำดับต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับเทคนิคในการคั่วกาแฟว่าจะให้รสชาติหรือที่เรียกกันว่าคาแร็คเตอร์ (Character) ของกาแฟว่าจะให้ออกมาเป็นแบบใด
วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557
การเดินทางของเมล็ดพันธุ์… Cafe Amazon จาก “หัวใจที่มุ่งมั่น” สู่ “ผู้นำธุรกิจร้านกาแฟระดับประเทศ”
แม้ว่าก้าวแรกของหลายธุรกิจ มักเกิดจากสิ่งที่เจ้าของกิจการมีความเชี่ยวชาญ หรือสนใจเป็นพิเศษ แต่ทว่าหากพิจารณากันอย่างลึกซึ้งแล้วกลับพบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญมากกว่าสิ่งเหล่านั้นคือ “ความฝัน” ที่มาพร้อมกับ “ความมุ่งมั่น” เพื่อเดินทางไปสู่ “ความสำเร็จ” เฉกเช่นเดียวกับร้านกาแฟแบรนด์ Cafe Amazon ที่แรกเริ่มเกิดจากเมล็ดพันธุ์คุณภาพเพียงเล็กๆ แต่ด้วยเหตุที่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ล้วนอุดมไปด้วยความฝันและความมุ่งมั่น จึงแปรเปลี่ยนเป็นพลังผลักดันให้ Cafe Amazon กลายเป็นร้านกาแฟแบรนด์ไทยที่มีสาขามากที่สุดในทวีปเอเชียวันนี้
Cafe Amazon เป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)บริษัทพลังงานแห่งชาติ และผู้นำในธุรกิจค้าปลีกในสถานีบริการน้ำมันของประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกจากเราจะทำหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนชาวไทยในวงกว้างแล้ว เรายังตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และพัฒนาบริการ เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้ามาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่มีกว่าหนึ่งพันสาขา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
เราตระหนักดีว่า ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องมาจากความเข้าใจในพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ที่ผ่านมา เราจึงสร้างสรรค์บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคเสมอมา ซึ่งแน่นอนว่า ผู้บริโภคที่เข้ามายังสถานีบริการน้ำมันคือ “ผู้เดินทาง” ที่ต้องการหยุดแวะพัก เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการขับขี่ยวดยานพาหนะด้วยเครื่องดื่มนานาชนิด โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทกาแฟสดที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ และมีรสชาติเข้มข้น ที่สามารถเรียกความสดชื่น ความกระฉับกระเฉงให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
ไม่เพียงแต่มุมมองในมิติของผู้บริโภคที่เราได้นำความต้องการของผู้บริโภคมาเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำเสนอบริการที่ตรงใจเท่านั้น หากทว่าเรายังได้วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจด้วย
โดยผลการสำรวจพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยในปี 2545 จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ผู้บริโภคไทยมีอัตราการดื่มกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 200 แก้ว ต่อคน ต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อาทิ ชาวญี่ปุ่นดื่มกาแฟเฉลี่ย 500 แก้ว ต่อคน ต่อปี ชาวอเมริกันดื่มกาแฟเฉลี่ย 700 แก้ว ต่อคน ต่อปี ฯลฯ ทำให้ในระยะยาวตลาดกาแฟคั่วบดในประเทศไทยยังมีอนาคตที่สดใส
อีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคไทยหันมาดื่มกาแฟมากขึ้น และทำให้ธุรกิจร้านกาแฟได้รับความนิยมมากขึ้น เกิดจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มักใช้ร้านกาแฟเป็นสถานที่พบปะหารือ สังสรรค์ หรือบางครั้งก็ใช้เป็นสถานที่ทำงาน ดังนั้น ในปี 2545 เราจึงถักทอความฝันด้วยการสร้างร้านกาแฟ แบรนด์ Cafe Amazon ขึ้น
ร้านกาแฟ Cafe Amazon ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Cafe Amazon เข้มข้น... เพื่อนคนเดินทาง” โดยที่มาของชื่อแบรนด์ มาจากการที่เราต้องการให้ Cafe Amazon เป็นสถานที่ที่ผู้บริโภคสามารถนั่งพักผ่อนระหว่างการเดินทาง หรือใช้เป็นจุดนัดพบของผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมดื่มกาแฟสดที่มีกลิ่นหอมกรุ่น รสชาติเข้มข้น ในบรรยากาศสบายๆ รายล้อมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ซึ่งเมื่อนึกถึงแหล่งกาแฟที่มีชื่อเสียงของโลก แน่นอนว่าย่อมจะนึกถึงประเทศบราซิลที่เป็นต้นตำรับแห่งกาแฟ
ขณะเดียวกัน เมื่อนึกถึงผืนป่า Amazon ภาพความร่มรื่นของธรรมชาติ อันประกอบด้วยแมกไม้และสายน้ำไหลที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายก็จะปรากฏขึ้นในห้วงความคิดทันที เพราะฉะนั้น เราจึงนำคำว่า Cafe Amazon มาใช้ เพื่อสะท้อนถึงคอนเซ็ปท์ในการออกแบบตกแต่งร้าน
สำหรับการเปิดตัวร้านกาแฟ Cafe Amazon สู่ผู้บริโภคในระยะแรกนั้น เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของกาแฟทุกแก้ว เราจึงโฟกัสไปที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเส้นทางหลักที่เป็นประตูไปสู่จังหวัดในภาคต่างๆ ของประเทศเท่านั้น
แต่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน ราคาจำหน่ายที่เหมาะสม สิ่งอำนวยความสะดวกภายในร้านที่มาพร้อมกับความร่มรื่นของแมกไม้นานาพันธุ์ และที่สำคัญคือ ความมุ่งมั่นในการพัฒนาบริการ จึงทำให้ในช่วงระหว่างปี 2545-2547 หยดน้ำสีดำเข้มที่เรียกขานกันว่า “กาแฟ” ที่กลั่นจากใจชาว Cafe Amazon ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
จากนั้นเราจึงมีการเพิ่มพื้นที่ให้บริการไปยังสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ซึ่งในระยะเวลาเพียง 3 ปี Cafe Amazon สามารถขยายสาขามากกว่า 100แห่งทั่วประเทศ
ต่อมาในช่วงระหว่างปี 2547–2550 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการปรับปรุงภาพลักษณ์ของสถานีบริการให้มีความทันสมัย ตลอดจนมีการนำร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารที่มีชื่อเสียงต่างๆ เข้ามาให้บริการผู้บริโภคอย่างครบครัน อีกทั้งยังได้มีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณโดยรอบให้เป็นพื้นที่สีเขียว สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ทำให้ร้านกาแฟ Cafe Amazon ที่ตั้งอยู่ภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่มีบรรยากาศรายล้อมไปด้วยความร่มรื่น ยิ่งมีความโดดเด่นมากขึ้นไปอีก Cafe Amazon จึงทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องรับรองแขก คอยต้อนรับผู้มาเยือนสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เรื่อยมา
จากการที่เรายังคงพัฒนารสชาติและบริการภายในร้าน Cafe Amazon อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์กาแฟที่ผ่านประสบการณ์มายาวนานอย่าง Cafe Amazon ยิ่งมีความเข้มข้นและมีการก้าวย่างอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2550 ที่ผ่านมา เราได้กลายเป็นร้านกาแฟมีสาขาจำนวนมากที่สุดในประเทศ ด้วยจำนวนสาขาถึง 230 แห่ง และในปี 2554 นี้ เราจะมีสาขาถึง 650 แห่ง ถือเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากที่สุดในเอเชียการเติบโตของ Cafe Amazon ตลอดเกือบ 1 ทศวรรษ จึงเป็นบทพิสูจน์อันยิ่งใหญ่ของพลังแห่งความฝัน ที่มาพร้อมกับความมุ่งมั่น ก็สามารถสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้
จากก้าวแรกที่เราอาจมีความรู้ในธุรกิจกาแฟไม่มากนัก แต่ความมุ่งมั่นก็ทำให้เกิดผลลัพธ์ในวันนี้
วันที่กล่าวได้ว่า เราคือ “มืออาชีพ” ของธุรกิจร้านกาแฟอย่างแท้จริง และไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างไร เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนารสชาติของกาแฟและบริการ เพื่อมอบ “ความพึงพอใจ” และ “ความสุข” ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องต่อไป… ขอขอบคุณข้อมูลจาก อเมซอนค่ะ http://www.cafe-amazon.com/th/main/about.aspx
Cafe Amazon เป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)บริษัทพลังงานแห่งชาติ และผู้นำในธุรกิจค้าปลีกในสถานีบริการน้ำมันของประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกจากเราจะทำหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนชาวไทยในวงกว้างแล้ว เรายังตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และพัฒนาบริการ เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้ามาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่มีกว่าหนึ่งพันสาขา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
เราตระหนักดีว่า ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องมาจากความเข้าใจในพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ที่ผ่านมา เราจึงสร้างสรรค์บริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคเสมอมา ซึ่งแน่นอนว่า ผู้บริโภคที่เข้ามายังสถานีบริการน้ำมันคือ “ผู้เดินทาง” ที่ต้องการหยุดแวะพัก เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการขับขี่ยวดยานพาหนะด้วยเครื่องดื่มนานาชนิด โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทกาแฟสดที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ และมีรสชาติเข้มข้น ที่สามารถเรียกความสดชื่น ความกระฉับกระเฉงให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
ไม่เพียงแต่มุมมองในมิติของผู้บริโภคที่เราได้นำความต้องการของผู้บริโภคมาเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำเสนอบริการที่ตรงใจเท่านั้น หากทว่าเรายังได้วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจด้วย
โดยผลการสำรวจพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยในปี 2545 จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ผู้บริโภคไทยมีอัตราการดื่มกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 200 แก้ว ต่อคน ต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อาทิ ชาวญี่ปุ่นดื่มกาแฟเฉลี่ย 500 แก้ว ต่อคน ต่อปี ชาวอเมริกันดื่มกาแฟเฉลี่ย 700 แก้ว ต่อคน ต่อปี ฯลฯ ทำให้ในระยะยาวตลาดกาแฟคั่วบดในประเทศไทยยังมีอนาคตที่สดใส
อีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคไทยหันมาดื่มกาแฟมากขึ้น และทำให้ธุรกิจร้านกาแฟได้รับความนิยมมากขึ้น เกิดจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มักใช้ร้านกาแฟเป็นสถานที่พบปะหารือ สังสรรค์ หรือบางครั้งก็ใช้เป็นสถานที่ทำงาน ดังนั้น ในปี 2545 เราจึงถักทอความฝันด้วยการสร้างร้านกาแฟ แบรนด์ Cafe Amazon ขึ้น
ร้านกาแฟ Cafe Amazon ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Cafe Amazon เข้มข้น... เพื่อนคนเดินทาง” โดยที่มาของชื่อแบรนด์ มาจากการที่เราต้องการให้ Cafe Amazon เป็นสถานที่ที่ผู้บริโภคสามารถนั่งพักผ่อนระหว่างการเดินทาง หรือใช้เป็นจุดนัดพบของผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมดื่มกาแฟสดที่มีกลิ่นหอมกรุ่น รสชาติเข้มข้น ในบรรยากาศสบายๆ รายล้อมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ซึ่งเมื่อนึกถึงแหล่งกาแฟที่มีชื่อเสียงของโลก แน่นอนว่าย่อมจะนึกถึงประเทศบราซิลที่เป็นต้นตำรับแห่งกาแฟ
ขณะเดียวกัน เมื่อนึกถึงผืนป่า Amazon ภาพความร่มรื่นของธรรมชาติ อันประกอบด้วยแมกไม้และสายน้ำไหลที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายก็จะปรากฏขึ้นในห้วงความคิดทันที เพราะฉะนั้น เราจึงนำคำว่า Cafe Amazon มาใช้ เพื่อสะท้อนถึงคอนเซ็ปท์ในการออกแบบตกแต่งร้าน
สำหรับการเปิดตัวร้านกาแฟ Cafe Amazon สู่ผู้บริโภคในระยะแรกนั้น เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของกาแฟทุกแก้ว เราจึงโฟกัสไปที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเส้นทางหลักที่เป็นประตูไปสู่จังหวัดในภาคต่างๆ ของประเทศเท่านั้น
แต่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน ราคาจำหน่ายที่เหมาะสม สิ่งอำนวยความสะดวกภายในร้านที่มาพร้อมกับความร่มรื่นของแมกไม้นานาพันธุ์ และที่สำคัญคือ ความมุ่งมั่นในการพัฒนาบริการ จึงทำให้ในช่วงระหว่างปี 2545-2547 หยดน้ำสีดำเข้มที่เรียกขานกันว่า “กาแฟ” ที่กลั่นจากใจชาว Cafe Amazon ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
จากนั้นเราจึงมีการเพิ่มพื้นที่ให้บริการไปยังสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ซึ่งในระยะเวลาเพียง 3 ปี Cafe Amazon สามารถขยายสาขามากกว่า 100แห่งทั่วประเทศ
ต่อมาในช่วงระหว่างปี 2547–2550 ซึ่งเป็นช่วงที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการปรับปรุงภาพลักษณ์ของสถานีบริการให้มีความทันสมัย ตลอดจนมีการนำร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารที่มีชื่อเสียงต่างๆ เข้ามาให้บริการผู้บริโภคอย่างครบครัน อีกทั้งยังได้มีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณโดยรอบให้เป็นพื้นที่สีเขียว สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ทำให้ร้านกาแฟ Cafe Amazon ที่ตั้งอยู่ภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่มีบรรยากาศรายล้อมไปด้วยความร่มรื่น ยิ่งมีความโดดเด่นมากขึ้นไปอีก Cafe Amazon จึงทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องรับรองแขก คอยต้อนรับผู้มาเยือนสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เรื่อยมา
จากการที่เรายังคงพัฒนารสชาติและบริการภายในร้าน Cafe Amazon อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์กาแฟที่ผ่านประสบการณ์มายาวนานอย่าง Cafe Amazon ยิ่งมีความเข้มข้นและมีการก้าวย่างอย่างแข็งแกร่ง โดยในปี 2550 ที่ผ่านมา เราได้กลายเป็นร้านกาแฟมีสาขาจำนวนมากที่สุดในประเทศ ด้วยจำนวนสาขาถึง 230 แห่ง และในปี 2554 นี้ เราจะมีสาขาถึง 650 แห่ง ถือเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากที่สุดในเอเชียการเติบโตของ Cafe Amazon ตลอดเกือบ 1 ทศวรรษ จึงเป็นบทพิสูจน์อันยิ่งใหญ่ของพลังแห่งความฝัน ที่มาพร้อมกับความมุ่งมั่น ก็สามารถสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้
จากก้าวแรกที่เราอาจมีความรู้ในธุรกิจกาแฟไม่มากนัก แต่ความมุ่งมั่นก็ทำให้เกิดผลลัพธ์ในวันนี้
วันที่กล่าวได้ว่า เราคือ “มืออาชีพ” ของธุรกิจร้านกาแฟอย่างแท้จริง และไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างไร เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนารสชาติของกาแฟและบริการ เพื่อมอบ “ความพึงพอใจ” และ “ความสุข” ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องต่อไป… ขอขอบคุณข้อมูลจาก อเมซอนค่ะ http://www.cafe-amazon.com/th/main/about.aspx
วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)



