ไปทั่วโลกนั้น มีใครพอจะรู้บ้างว่าจุดเริ่มต้นและความเป็นมาของกาแฟนั้นเป็นอย่างไรจริงๆแล้ว ในอดีตเชื่อกันว่า กาแฟนั้นถูกค้นพบครั้งแรกโดยเด็กเลี้ยงแพะชาวอาบิสซีเนีย ที่ชื่อว่า คาลดี(Caldi)
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 จากการสังเกตพบว่าแพะที่ตนเองเลี้ยงดูกระปรี้กระเปร่าขึ้น เมื่อกินผลไม้ชนิดหนึ่งจากเอธิโอเปีย ซึ่งก็คือเมล็ดกาแฟนั่นเอง
จากนั้นไม่นาน กาแฟก็ได้แพร่หลายไปยังประเทศอิยิปต์และเยเมนในช่วงคริสต์ศตวรรษ 15 กาแฟก็ได้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วตะวันออกกลางรวมทั้ง
เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ ส่วนร้านกาแฟแห่งแรก ถูกกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรปที่ประเทศอิตาลี ในส่วนของกาแฟในประเทศไทยนั้น มีจุดเริ่มต้นจากคนไทยผู้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามคนหนึ่ง ชื่อว่านายดีหมุน ได้มีโอกาสไปแสวงบุญณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย และได้นำเมล็ดพันธุ์กาแฟมาเพาะปลูกที่บ้าน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ในปีพ.ศ.2447 ซึ่งเป็นสายพันธุ์โรบัสต้า สำหรับสายพันธุ์กาแฟนั้น ทั่วโลกมีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันเราบริโภคกันอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือ สายพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า ซึ่งกาแฟทั้งสองสายพันธุ์นี้ มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องรสชาติและการปลูกเนื่องมา จากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆอีกมากมายในการเพาะปลูก จึงทำให้รสชาติของกาแฟนั้นมีความหลาก หลายและสามารถเลือกบริโภคได้อย่างมากมาย ซึ่งสายพันธุ์อาราบิก้านั้นมีผลผลิตเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 75-80% ของการปลูกกาแฟทั่วโลกในปัจจุบัน ประเทศที่นับเป็นแหล่งผลิตกาแฟมากที่สุดในโลกนั่นก็คือประเทศบราซิล รองมาจากนั้นก็คือประเทศเวียดนามในเอเชียเรานั่นเอง ส่วนสถิติในการบริโภคกาแฟติดอันดับโลกโดยภาพรวม ก็คงไม่พ้นชนชาติอเมริกันซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีสถิติในการดื่มกาแฟมากที่สุดในโลก แต่ตามผลสำรวจที่ปริมาณการดื่มต่อวันในแต่ละคน ต้องยกให้ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งมีตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ที่การบริโภคประมาณ 11-12 แก้วต่อวันต่อคนเลยทีเดียว รสชาติกาแฟถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้บริโภคคำนึงถึงเป็นอันดับแรกๆ เพราะแต่ละสไตล์การดื่มกาแฟของแต่ละคนนั้นต่างกัน ทำให้แต่ละร้านกาแฟต้องคิดถึงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านตัวเอง ซึ่งก็ต้องมาดูกันว่าในแต่ละร้านเลือกใช้กาแฟสายพันธุ์อะไรมาเป็นองค์ประกอบ โดยเชิงพาณิชย์กาแฟที่นิยมบริโภคกันก็คือ สายพันธุ์อราบิก้า และสายพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งกาแฟ 2 สายพันธุ์นี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันหลายอย่าง ทั้งในเรื่องรสชาติ, ความหอม และปริมาณสารคาเฟอีน เรามารู้จักกาแฟ 2 สายพันธุ์นี้แบบง่ายด้วยตารางเปรียบเทียบ ดังตารางด้านล่างนี้ครับ
| อราบิก้า (Arabica) | โรบัสต้า (Robusta) | |
| ลักษณะของเมล็ด | ยาวๆ รีๆ | กลมๆ ป้อมๆ |
| กลิ่นหอม | หอมนุ่ม | เข้ม |
| ความเป็นกรดผลไม้ (Acidity) | มีความเป็นกรดสูง ทำให้มีรสติดเปรี้ยว | ไม่มี |
| รสชาติ | หวาน ละมุนลิ้น | เข้ม มีความเป็นกาแฟสูงมาก |
| ปริมาณคาเฟอีน | น้อยกว่าโรบัสต้า | ค่อนข้างมาก |
กาแฟสายพันธุ์อราบิก้านั้นถูกพบขึ้นที่ประเทศเอธิโอเปีย นิยมปลูกกันมากในระดับสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 600-2000 เมตรในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ในแอฟริกาและเอเชีย ลักษณะเม็ดกาแฟจะทรงรีๆ ยาวๆ ส่วนในสายพันธุ์โรบัสต้านั้น นิยมปลูกกันในประเทศแทบแอฟริกาและเอเชีย(โดยเฉพาะอินเดียและอินโดนีเซีย) ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 600 เมตร โดยสังเกตได้ด้วยตาเปล่าแล้วจะเห็นว่าสายพันธุ์โรบัสต้า มีลักษณะกลมๆ ป้อมๆ และที่สำคัญสายพันธุ์โรบัสต้านั้นจะมีปริมาณสารคาเฟอีนที่มากกว่าสายพันธุ์อราบิก้า แต่ละร้านกาแฟก็จะมีวิธีในการสร้างรสชาติกาแฟที่ไม่เหมือนกันเพื่อความเป็นเอกลักษณ์ของร้าน บางร้านก็จะนำกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าในสัดส่วน 100% มาชงแต่บ้างร้านก็จะนำเอากาแฟทั้ง 2 สายพันธุ์มาผสมกัน ในสัดส่วนที่ต่างกันไป ก็จะทำให้เกิดความหลากหลายของรสชาติกาแฟซึ่งเราเรียกกันว่าการ Blend กาแฟนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อเราได้คุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ดีมาแล้ว ในลำดับต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับเทคนิคในการคั่วกาแฟว่าจะให้รสชาติหรือที่เรียกกันว่าคาแร็คเตอร์ (Character) ของกาแฟว่าจะให้ออกมาเป็นแบบใด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น